yayeepoon View my profile

คำนิยม part 1.1

posted on 22 Nov 2010 00:41 by yayeepoon in Untitled

1.0

ชายแก่บนเก้าอี้โยก มืออันแสนเหี่ยวย่นของแกกำลังยื่นไปหยิบกล่องใส่แผ่นดีวีดีที่อยู่บนชั้นตรงหน้า ใช้นิ้วลูบจุดนูนๆบนฝากล่องซักพักก่อนจะวางมันลงที่พื้น แล้วจึงยื่นมือไปหยิบกล่องใหม่ ไม่มีใครรู้เลยว่าตลอดสี่ชั่วโมงที่ผ่านมา แกกำลังหาอะไรอยู่ท่ามกลางดีวีดีนับแสนแผ่นที่อยู่บนชั้นและตู้โชว์ ซึ่งเศษหนึ่งส่วนสี่ของมันถูกรื้อลงมากองเกลื่อนกลาดที่พื้นห้อง

            “ดิงเจอร์ นี่เจ้าจะใจดำขนาดที่จะไม่ช่วยคนแก่ที่ตาบอดผู้นี้หาของบ้างเหรอ ???

”ที่ดิงเจอร์ไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นแมว เพียงแต่ว่าหากดิงเจอร์ที่ชายแก่เรียกหานั้นหมายถึงแมว มันก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว ชายแก่ยังคงหาของที่เขาต้องการต่อไปโดยไม่สนใจว่าจะมีใครตอบคำถามของเขาหรือไม่ อันที่จริงเขารู้อยู่แก่ใจแล้วว่าดิงเจอร์ไม่ได้อยู่ใกล้ๆกับเขา เขาเพียงต้องการจะให้ผู้ที่กำลังจ้องมองเขาอยู่เข้าใจว่า ชายแก่ยังคงคิดว่าตัวเองยังอยู่ห้องตามลำพังกับแมวตัวหนึ่ง ก่อนที่เขาจะหยิบกล่องดีวีดีอีกกล่องหนึ่งขึ้นมา ลูบอักษรเบลล์ไปมาหลายครั้งเพื่อความแน่ใจ รอยยิ้มผุดที่มุมปากราวกับว่าเจอสิ่งที่ตามหาเสียที แต่ทันทีที่เปิดกล่องออกมา รอยยิ้มที่มีค่อยๆเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะแหบๆ พร้อมๆกับความว่างเปล่าภายในกล่อง

            “ดิงเจอร์ ไอ้แมวจอมซน ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า”

2.0

ผมไม่รู้ว่าผมมาที่นี่ได้อย่างไร แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการปฏิบัติภารกิจนี้ให้เสร็จ เพื่อที่ผมจะได้รับสิทธิ และอำนาจในตำแหน่งที่ผมพึงมีคืนกลับมา ไม่เช่นนั้นผมคงจะต้องโดนไล่ออกจากตำแหน่งที่ได้รับมาอย่างยากเย็นนี้ แน่นอนว่ามีอีกเป็นร้อยเป็นพันที่กำลังรอเสียบอยู่ บางทีตอนนี้ผมอาจจะกำลังจะเดินทางไปดาวอังคาร ถ้าไม่ได้รับการติดต่ออย่างแปลกประหลาดเข้ามาเสียก่อน

            “คืนพรุ่งนี้ จงรีบๆนอนแต่หัวค่ำซะ”

มันเป็นความฝันที่ค่อนข้างแปลก แมวสีเทาตัวหนึ่งกำลังพูดกับผมในขณะที่ฝนกำลังตกลงมา โชคดีที่ผมเผอิญพกร่มมาด้วย มันเป็นร่มสีเงินมีลายเป็นอักขระสีทองของภาษาใดภาษาหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจเขียนไว้  ผมกางร่มขึ้นแล้วออกเดินไปอย่างไร้จุดหมาย เจ้าแมวตัวนั้นวิ่งเข้ามาหลบในร่มพร้อมกับเดินไปพร้อมกับผม ระหว่างทางเราต่างคุยกันอย่างสนิทสนมราวกับรู้จักกันมาเป็นสิบๆปี สุดท้ายเจ้าแมวสีเทาทำท่าเหมือนจำเป็นจะต้องจากลา มันย้ำประโยคเดิมๆกับผมอีกครั้ง บางทีผมอาจจะลืมมันเมื่อตื่นขึ้นมา ถ้ามันไม่เอ่ยก่อนที่จะเดินลับไปว่า  FIRST KEY OF END ‘F’ NEAR

 

มันเป็นการยากที่จะเชื่ออะไรแบบนี้ แต่ผมกลับหลับอย่างง่ายดายเสียเหลือเกินเมื่อราตรีมาเยือน แล้วผมก็กลับมายังสถานที่เดิม กับร่มคันเดิม แต่เจ้าแมวตัวนั้นยังไม่มาเสียที บางทีผมอาจจะหลับเร็วไป หรือว่าจะต้องรอให้ฝนตกก่อนล่ะมั๊ง เมื่อไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรผมจึงหยิบร่มในมือขึ้นมาพิจารณา อักขระสีทองเหล่านี้ช่างน่าดึงดูดให้ผมอยากรู้ความหมายซะจริงๆ จงกางข้าออก และเอ่ยนามของเจ้า จู่ๆ ความคิดนี้ก็แล่นเข้ามาในหัว ราวกับว่าผมสามารถเข้าใจอักขระพวกนี้ขึ้นมาเอง แต่จริงๆแล้วกลับกลายเป็นความคิดของผมเพียงฝ่ายเดียว เพราะเมื่อพยายามอ่านอีกครั้ง ผมเองก็หาได้เข้าใจมันอีกไม่ แต่ก็ไม่วายที่จะกางมันออกเพื่อสำรวจภายในนั้น กลับพบข้อความที่เป็นภาษาที่ผมเข้าใจได้ว่า “ข้าบอกให้เจ้ารีบๆนอนซะ” แล้วฝนก็ตกลงมาอย่าง...บ้าคลั่ง!!!!

2.1

            “รู้มั๊ย...ทำไมมนุษย์ถึงต้องมีความฝัน ผมไม่ได้หมายถึงความฝันแบบที่คุณกำลังฝันอยู่ แต่เป็นความฝันประเภท อยากจะเป็นนั่น อยากจะเป็นนี่ อะไรทำนองนี่อ่ะนะ”      ผมนั่งมองชายผู้สวมแว่นคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามอีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ ด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยคำถามว่า หมอนี่เป็นใคร และกำลังพูดอะไร แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ใส่ใจมันเลยแม้แต่น้อย

            “แล้วคุณล่ะ เคยมีความฝันบ้างไหม อารมณ์แบบที่ดูยิ่งใหญ่ๆ ประมาณว่าจะเป็นฮีโร่ผดุงความยุติธรรม หรือผู้มีพลังพิเศษเหนือธรรมชาติอะไรแบบนี้บ้างไหม???”                  เป็นการถามที่ดูไร้สาระเอาการอยู่ ยิ่งโดยเฉพาะผมที่อยู่ในอารมณ์ไม่รู้เหนือรู้ใต้แบบนี้ ยิ่งทำให้ไม่เห็นความสำคัญที่จะตอบเข้าไปใหญ่

            “ตอนเด็กๆ คุณเกลียดเวลาที่ฝนตกมาก เพราะคุณเคยหลบฝนที่ตกลงมาอย่าง....”บ้าคลั่ง” ไม่ทันจนทำให้หนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งคุณเองได้รับจากชายแปลกหน้าคนหนึ่ง เปียกฝนเสียจนไม่สามารถจะอ่านมันได้ แม้แต่หน้าปกก็ยังชำรุดจนอ่านชื่อหนังสือไม่ออก แล้วคุณก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าหนังสือเล่มนั้นชื่อว่าอะไร แต่คุณรู้ว่ามันสนุกเสียจนทำให้เด็กไม่ชอบอ่านหนังสืออย่างคุณ อยากอ่านมันจนจบ แต่ท้ายสุดคุณก็อ่านมันไม่จบ ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าว มันจึงทำให้คุณเคยนึกที่อยากจะมีพลังที่จะทำให้ตัวคุณไม่เปียกฝนใช่ไหมครับ”

ผมน่าจะลืมมันไปแล้ว ทั้งเรื่องหนังสือนั่น แล้วก็เรื่องความคิดเด็กๆในตอนนั้น ผมยังจำได้ดีว่าผมเสียดายมันมากแค่ไหน ผมออกตามหาหนังสือเล่มนั้นตามร้านหนังสือทั่วทั้งเมือง แต่ก็ไม่พบ จนผมเปลี่ยนใจจะตามหาชายแปลกหน้าคนที่ให้หนังสือเล่มนั้นกับผมแทน ผมก็หาเขาไม่พบอีกเช่นกัน แต่ที่แปลกคือ วันไหนที่ผมตั้งใจออกค้นหาเบาะแสของหนังสือเล่มนั้น วันนั้นผมจะต้องเจอกับฝนตกระหว่างทางกลับบ้านทุกที ซึ่งมักจะทำให้ผมไม่สบาย และถูกที่บ้านดุด่าอยู่เสมอ จนผมเผลอคิดเป็นตุเป็นตะว่าอยากจะมีพลังบงการน้ำฝนที่ตกลงมาไม่ให้เปียกในสิ่งที่ผมต้องการได้ แต่มันก็เป็นความคิดเด็กๆ จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมโดนฝนที่ตกลงมาอย่าง...บ้าคลั่ง ดังเช่นในวันนั้นเล่นงานซะจนไข้ขึ้นสูงจนต้องเข้าโรงพยาบาล มันทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นค่อยๆ หายไป และหลังจากนั้นผมก็ไม่เคยสนใจหนังสืออะไรอีกเลย

1.0

            “เอาล่ะ ข้อหนึ่งคือ ผมเบื่อแล้ว อีกข้อหนึ่งคือ คุณจะต้องตายได้แล้ว”

ร่างๆหนึ่งเดินเหยียบกองดีวีดีเข้ามาด้านหลังเก้าอี้โยก ชายแก่เปิดกล่องเปล่าที่ถืออยู่ก่อนจะวางมันลงกับพื้น อะไรคมๆบางอย่างจ่ออยู่ที่ท้ายทอยของชายแก่       

            “พวกแกเคยฝันกันไหม???”          ชายแก่ถาม แต่ร่างๆนั้นไม่ตอบ

            “ความฝันที่ยิ่งใหญ่มันย่อมพัฒนาไปเป็นจินตนาการที่ยิ่งใหญ่ บรรพบุรุษของเราคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เป็นวลีที่ใครๆก็ต่างชื่นชม แต่ชายผู้นั้นก็มีสิ่งทีจินตนาการผิดพลาดไว้เช่นกัน แต่วลีแห่งความผิดพลาดนั้น ก็ยังคงสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้”

ร่างๆนั้นปล่อยให้ชายแก่พูดต่อไปเรื่อยๆจนจบ ราวกับว่าให้โอกาสในการกล่าวคำสั่งเสียสุดท้ายนี้ แม้ว่าตนเองจะไม่สามารถเข้าใจแล้วซาบซึ้งอะไรเลยก็ตาม

            “ประโยคนั้นเป็นประโยคที่ชายผู้นั้นพูดกับเพื่อนสนิทของเขา”

            “พระเจ้าไม่ทรงทอดลูกเต๋า”

พริบตานั้นลูกเต๋าสามลูกหล่นจากมือชายแก่ลงสู่พื้น พริบตาร่างๆนั้นหันไปสนใจลูกเต๋า ชายแก่ก็ดันเก้าอี้ถอยหลังไปกระแทกร่างๆนั้นจนกระเด็นเซถลา พอหันกลับมาชายแก่ก็ไม่อยู่เสียแล้ว เหลือเพียงแต่หญิงสาวที่ถืออาวุธปืนทั้งสองข้าง ที่จ่อมายังร่างๆนั้น

            “พวกโนเลีย”       หญิงสาวสบถ ร่างตรงหน้าหาได้มีร่างกายเฉกเช่นมนุษย์ไม่ หากแต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่าโนเลีย ที่ศีรษะคล้ายกับฉลามหัวค้อน มือทั้งสองยาวและเรียวคมดุจดาบซามูไร หญิงสาวกระหน่ำยิงอย่างไม่ยั้งมือ

2.0

ผมสะดุ้งที่ได้ยินเสียงฝนกระทบกับร่ม สติสัมปชัญญะกลับมาอีกครั้ง ผมรีบออกเดินไปตามทางทันทีเพราะรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย อีกอย่างเจ้าแมวสีเทามันคงจะไม่มาหาผมแล้ว เพราะว่า...มันตายแล้ว

 

3.0

“มันคงจะไม่แปลกหากได้ยิ่งเรื่องสัตว์ประหลาดหรือสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่น มันยังพอมีความเป็นไปได้อยู่บ้างที่ดาวเคราะห์นับล้านล้านล้านดวง จะมีสักดวงที่มีความเหมาะสมที่จะให้กำเนิดสิ่งที่มีชีวิตต่างๆ เฉกเช่นเดียวกับดาวเคราะห์ดวงที่สี่ในระบบสุริยะจักรวาลอย่างโลกเช่นนี้ แต่ความจริงที่ผมค้นพบนั้น สิ่งมีชีวิตต่างดาวนั้น มีอยู่เกือบทุกๆดาวเคราะห์ และเขาก็ได้เดินทางมายังโลกของเรา เหมือนกับที่เราออกไปสำรวจดาวเคราะห์ต่างๆเช่นกัน แต่ทำไมเราถึงไม่เห็นพวกเขา สัมผัสพวกเขาไม่ได้ นั้นเป็นเพราะความแตกต่างทางด้านมิติ สายพันธุ์สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่บนโลกเรานั้น ใช้มิติเพียงสามมิติในการดำรงอยู่ มีเพียงไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ใช้มิติมากกว่านั้นในการดำรงอยู่ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือสิ่งที่เราเรียกว่าวิญญาณนั้นเอง พวกนั้นถูกเข้าใจผิดมาตลอดว่าเป็นสิ่งที่เกิดจากการเสียชีวิตจากสิ่งที่มีชีวิต ความจริงแล้วพวกนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่ง ซึ่งใช้มิติถึงสามจุดห้ามิติในการดำรงอยู่ ส่วนเหตุผลว่าทำไมถึงมีคนที่สามารถมองเห็นวิญญาณ นั่นเพราะภาวะร่างกายส่วนหนึ่งของเราสามารถดำรงอยู่ในมิติขนาดสามจุดห้ามิติได้ช่วงเวลาหนึ่ง แต่กลับมนุษย์ต่างดาวนั้นดำรงอยู่ในมิติขนาดสี่มิติขึ้นไป นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่เคยเห็นมนุษย์ต่างดาว แต่จะเรียกมนุษย์ต่างดาวก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะมนุษย์ต่างดาวบางเผ่าพันธุ์ก็ลงมาอาศัยอยู่บนโลกนี่พร้อมๆกับสิ่งที่ชีวิตที่เริ่มกำเนิดขึ้นมาบนโลกเช่นกัน”

บทความที่ยังเขียนไม่จบของ ดร.ยูสไตน์ สมาชิกของ องค์กร เอนด์ออฟเนียร์ รุ่นบุกเบิก ก่อนที่จะหายตัวไปอย่างลึกลับ โดยทิ้งความค้างคาใจให้กับคนอ่านไว้ว่า สิ่งที่ท่านเขียนเป็นเพียงนิยายวิทยาศาสตร์ หรือว่า บทความทางวิทยาศาสตร์กันแน่!!!!

สองมาตรฐาน

posted on 19 Nov 2010 13:11 by yayeepoon in ENDLESS
 
ครั้งแรกที่รู้จักคำว่า Double Standrad นั้นมาจากการรับชมอภิปรายไม่ไว้วางใจ
 
รัฐมนตรีท่านหนึ่ง เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว
 
 
มุมมองที่มีต่ิอคำๆนี้ มีทั้งแง่บวกและลบ
 
อาจารย์ที่ผมรู้จักบางคน ต้องส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนอื่น
 
เพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าสองมาตรฐาน
 
 
ผมว่าสองมาตรฐาน มันยังดูดีกว่า ใช้เส้น หรือว่า ใต้โต๊ะ เสียอีก
 
 
คุณอาจจะอิจฉาเพื่อนในที่ทำงานคุณบางคน ที่เขาได้ดิบได้ดีกว่าคุณ
 
เพียงเพราะเขาเป็นลูกเป็นหลานคนรู้จักเจ้านายคุณ
 
 
ในแง่ของกฎหมาย สองมาตรฐานก่อให้เกิดความเลื่อมล้ำในสังคม
 
ก็ให้เกิดความกระทบกระทั่ง หรือว่าแตกแยกออกเป็นฝ่ายๆ
 
 
แต่ในแง่ของสังคม มันคือความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่ไม่ทั้งหมด
 
ดูไม่ยุติธรรม แต่ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ คุณจะไปจ้างคนที่คุณไม่รู้จักมาทำงานไหม
 
ถ้าเกิดหลานของคุณก็ทำงานนั้นได้
 
 
สองมาตรฐาน ไม่ได้อยู่บนความรู้สึกที่ตรงไปตรงมา
 
แต่อยู่บนความรู้สึกที่ช่วยเหลือเกื้อกูล
 
 
หากคุณครูที่ผมรู้จัก จะให้ลูกเขาเรียนในโรงเรียนที่ท่านสอนก็ไม่ได้แปลกอะไร
 
เพราะสิ่งที่ลูกเขาได้รับคือความรักจากครู และความรักจากพ่อแม่
 
 
หากมนุษย์ยังคงมีความรัก ความชังอยู่ สองมาตรฐาน ก็เป็นเครื่องการันตีได้ดี
 
 
 
 
ขอเพียงอย่าให้ สองมาตรฐาน แล้วก่อเกิดความฉิบหายกับองค์กร บ้านเมือง และ ประเทศชาติ
 
สองมาตรฐาน ก็ไม่ต่างกับ คอร์รัปชั่น
 
 
ทุกวันนี้ หากไม่ใช่สองมตารฐาน ผมก็คงจะแย่กว่านี้
 
ไม่มีการลงมติ ไม่มีการสอบวัดความรู้  แต่ที่เลือกผม ก็เพราะไว้ใจและมั่นใจ
 
 
คนที่อิจฉาคนอื่่น เพียงเพราะคุณไม่ได้รับความไว้ใจ  และแน่นอน คุณไม่ได้รับความรัก
 
 
 
 
ถ้าพ่อแม่ไม่ได้รักเราแบบสองมาตรฐาน พ่อแม่ก็คงจะรักเราพอๆกับที่รักลูกคนอื่น
 
 
 
ขอให้สองมาตรฐานเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักที่ไม่เท่ากันบนโลกในนี้
 
แม้จะฟังดูไม่ดี  แต่ยังน้อยก็รู้ว่าบนโลกยังคงมีความรักอยู่
 
 
 
ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมา ขอให้ลืมคำว่า ผลประโยชน์ ออกไปก่อน
 
เพราะนั้นจะยังทำให้ความรู้สึก อิจฉา ยังคงฝังอยู่ในใจคุณ
 
 
 

สีของความฝัน

posted on 17 Nov 2010 13:37 by yayeepoon in MyStory
ความฝันของคุณสีอะไรครับ???
 
ของผมเป็นสีเทา
 
ซึ่งก็หมายตามนั้นจริงๆ
 
ตลอดสามเดือนที่ผมเฝ้าสังเกตความฝันของตัวเอง
 
ในช่วงเวลาตีสองถึงแปดโมงเช้า
 
ความฝันของผมเป็นสืเทา
 
มีครั้งนึงที่ผมอาเจียนออกมา  มันเป็นสีเหลือง
 
นอกจากนั้นผมก็ไม่เห็นสีอื่นๆในความฝันอีกเลย
 
 
แล้วความรู้สึกเจ็บล่ะ???
 
ผมเคยเดินเหยียบเศษแก้ว เคยกัดลิ้นตัวเอง
 
ผมรับรู้ว่าตัวเองเจ็บ  คล้ายๆกับเวลาที่กินของเย็นๆที่ละมากๆ
 
แต่ไม่ได้ทุรนทุราย  เพียงแค่รู้ว่า กูเจ็บ....
 
 
ที่สำคัญคืนๆนึงผมฝันเกือบสิบกว่าเรื่อง
 
มันแตกต่างจากฝันซ้อนฝันใน Inception
 
ซึ่งผมเองก็เคยฝันซ้อนฝันมาเหมือนกัน
 
แต่มันไม่ใช่.....
 
มันเหมือนการกดรีโมตเปลี่ยนช่องมากกว่า
 
สลับกันไป สลับกันมา ไม่แน่ใจว่าอันนี้เป็นฝันเดียวกับอันนั้นไหม
 
อันไหนฝันก่อน อันไหนฝันทีหลัง
 
 
 
สถานที่และตัวละครในฝัน???
 
บ่อยครั้งเป็นที่ๆคุ้นเคย แต่ก็แปลกไป
 
อย่างโรงเรียนเก่าแต่มีชั้นดาดฟ้าเพิ่มมา หรือว่าห้องบางห้องที่ไม่เคยมีในบ้าน
 
แต่บ่อยครั้งที่ๆคุ้นตา กลับเป็นที่ๆไม่มีอยู่จริง
 
 
เมื่อสองปีที่แล้ว ผมเคยฝันถึงที่ๆนึง  แล้วผมก็เพิ่งจะมาฝันถึงมันอีกทีเมื่อสามวันที่แล้ว
 
แต่ผมไม่เคยไปและไม่รู้จักที่แห่งนั้น
 
สำหรับตัวละครในฝันนั้น ก็คงไม่พ้นคนที่ผมรู้จัก
 
บ่อยครั้งที่เพื่อนสมัยมัธยมกับเพื่อนที่ม.มานั่งรวมกันในความฝัน
 
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีตัวละครแปลกๆโผล่เข้ามา
 
..วิญญาณ... เหมือนกันเป็นสัญชาติญาณในการรับรู้ได้เลย
 
แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด
 
 
เอาล่ะ...ขอเล่าความฝันเมื่อคืนหน่อยล่ะกัน
 
ลำดับและเหตุการณ์ทั้งหมดขาดความชัดเจนและครบถ้วน
 
เอาเท่าที่นึกได้แล้วกัน  แต่บางทีนึกได้ แต่ก็ไม่รู้จะเล่าว่าอย่างไรเหมือนกัน
 
...ผมอยู่ในงานแต่งงานของตัวเอง  เจ้าสาวเป็นรุ่นพี่คนนึงที่ผมรู้จัก....
 
 
...ผมกำลังนั่งประชุมงานบายเนียร์ แล้วผมก็ไม่พอใจเพื่อนกลุ่มนึงที่บังคับให้น้อง
 
ทำตามที่ตัวเองสั่ง ผมด่าพวกเธอไปว่า ตอนกูทำ ไม่เห็นพี่จะมาบังคับกูเลยว่าให้ทำอย่างโน้น
 
ทำอย่างนี้  แล้วผมก็เดินออกไป โดยไม่รู้ว่าที่ดัีงกล่าวไม่ใช่ภายในมหาลัยของผม  ผมหลงทาง
 
จนไปพบกับตายายสองคน  ผมถามทางกับพวกเขา  พวกเขาถามผมว่ารู้ใช่ไหมว่าพวกเขาไม่ใช่คน
 
ผมบอกว่ารู้ แต่ผมต้องการทางออกมากกว่า  แล้วทั้งคู่ก็พาผมเข้าไปส่งในเมือง 
 
รถเมล์ในเมืองวิ่งเร็วมาก จนผมอ่านป้ายไ่ม่ทันว่าสายไหนไปที่ไหนบ้าง
 
จนมาเจอเพื่อนกลุ่มนึงที่อยู่สุพรรณฯ และกำลังจะกลับมหาลัย ผมก็เลยขอกลับด้วยคน...
 
 
...ที่บ้านป้า เหมือนจะมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้น  พี่สาวผมคนนึงถูกขังไว้ในห้องน้ำ
 
เธอคือ คริส หอวัง...
 
 
...ผมอุ้มเจ้าสาวของผม วิ่งตามเด็กคนนึงไป...
 
 
...ที่ชั้นสองของบ้านหลังเก่า  เพื่อนทุกคนกำลังนอนหลับอยู่...
 
 
...ผมกับเพื่อนๆบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง พวกเราเจอเรื่องลึกลับ
 
และสืบได้ว่าเกิดจากใครสักคนเอากระโกนครอบหัวตัวเอง...
 
 
...งานบายเนียร์ถูกจัดขึ้นภายในโรงเรียนสมัยม.ปลายของผม
 
และผมทำลังร้องเพลงอยู่ในศาลา...
 
 
..ผมยืนอยู่บนถนนยาวๆ ไกลสุดลูกหูลูกตาแต่เพียงคนเดียว..
 
 
 
แน่นอนว่ามันยังมีมากกว่านี้ ที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้
 
ไม่น่าเชื่อว่าคืนๆนึง คนเราฝันอะไรได้มากขนาดนี้  หรือว่ามันเกิดขึ้นกับผมคนเดียว
 
ตามหลักวิชาImage การเก็บไฟล์รูปภาพสีเทา(Gray scale)
 
จะใช้พื้นที่น้อยกว่าภาพสีธรรมดา(RGB) ถึงสามเท่า
 
นั่นคงเป็นเหตุผลว่า ทำไมผมจึงฝันมากกว่าคนอื่น(มั่วนะครับ)
 
 
 
ฝันของผมเป็นสีเทา แต่ไม่ใช่สีเทาๆ
 
แล้วความฝันของคุณล่ะ สีอะไร
 
 
 

Recommend

Archives