yayeepoon View my profile

วันนี้ผมชวนผู้หญิงที่ผมรักไปเดินที่องค์พระปฐมเจดีย์
 
แต่แล้วเธอก็ต้องปฏิเสธเพราะว่า...สามีของเธอไม่อนุญาต
 
 
ทุกๆปี ในวันที่ทางบ้านจะมาส่งผมที่มหาวิทยาลัย ผมมักจะชวนแกมบังคับ
 
ให้ไปเที่ยวองค์พระ เพราะมันเป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้แม่ของผมได้ออกมาเปิดหูเปิดตาเสียบ้าง
 
แต่ปีนี้ อาจจะเป็นเพราะผมไม่ได้กลับบ้าน หรือว่างานมันมาจัดช่วงกลางๆเดือน
 
ก็เลยไม่มีโอกาสไปเดินพร้อมกับครอบครัว
 
 
แต่ทว่า..ก็มีเหตุการณ์นิดๆหน่อยๆ พาให้พ่อและแม่ต้องเดินทางมาถึงนครปฐมในวันนี้
 
ผมชวนแม่ไปเดินองค์พระ แต่พ่อบอกว่าต้องรีบกลับ เดี๋ยวมืดแล้วขับรถไม่สะดวก
 
พ่อหยิบเงินทั้งหมดที่ได้จากมานครปฐมครั้งนี้ให้กับผม
 
ผมปฏิเสธที่จะรับ แล้วแม่ก็หยิบเงินนั้นคืนกลับไป พร้อมกระซิบข้างหู
 
"เดือนนี้..แม่ช็อตอยู่นะลูก"
 
ผมอดยิ้มไม่ได้จริงๆ ผู้หญิงคนนึงที่ไม่มีงานทำ
 
หล่อนไม่เคยแบมือขอเงินจากสามีของหล่อนเลย
 
แต่หล่อนก็มีเงินไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวสามมื้อได้ปกติ
 
ส่วนหนึ่งนั้น ก็มาจากเงินที่พ่อให้ผมใช้นี้แหล่ะ
 
แปลกๆเนอะ ครอบครัวนี้
 
แค่มันก็ทำให้ผมคิดถึงการกลับบ้านครั้งสุดท้ายที่ผ่านมา
 
อาทิตย์หน้าก็พรีเซนต์
 
สิ้นเดือนก็ไปต่างประเทศ
 
99% ที่ผมกลับบ้าน ส่วนใหญ่ก็เพราะวันเกิดเพื่อน งานบวชเพื่อน
 
งานแต่งเพื่อน งานครบรอบโรงเรียน ราวกับว่าเพื่อนเป็นปัจจัยหลัก
 
ที่จะทำให้ผมกลับบ้าน
 
 
มีหลายครั้งที่กลับบ้านไป แล้วไม่ได้เข้าบ้าน แต่ไปนอนบ้านเพื่อน
 
ผมยังคงมีอดีตฝังใจกับที่บ้านอยู่ล่ะมั๊ง
 
 
หลายครั้งผมยอมรับว่า ผมไม่ได้อยากกลับบ้าน
 
ผมอยากกลับไปหาแม่ กลับไปหาผู้หญิงที่ผมรัก
 
 
 
เมื่อก่อนแม่ชอบพูดเรื่องความตายของตัวเองเป็นเรื่องปกติ
 
แต่เดี๋ยวนี้น้อยลง อาจจะเป็นเพราะผมกลับไปอยู่้บ้านโดยไม่ค่อยได้ค้างคืนด้วยล่ะมั๊ง
 
สองสามครั้งที่่กลับไปครั้งก่อน ดูแม่บอบช้ำไปเยอะ
 
เป็นเพราะย่าชอบไปสร้างปัญหาไว้ แล้วเวลาพ่อโหโมก็มาลงไม้ลงมือกับแม่
 
ผมเคยคิดจะบอกกับพ่อว่า แม่ของคุณกำลังสร้างปัญหาให้แม่ของผม
 
แต่ผมยังไม่พร้อมที่จะดูแลแม่ในตอนนี้
 
จะโทษย่าก็คงจะไม่ถูกนัก  ในบรรดาลูกๆของแกก็ไม่มีใครรับเลี้ยงดูแก
 
ภาระจึงต้องมาตกอยู่กับพ่อ  แล้วพ่อเองก็มีภาระมากพออยู่แล้ว
 
สุดท้ายมันจึงเป็นปัญหาที่ไม่มีใครผิด
 
ผิดที่ทุกคนไม่คุยและปรึกษากัน
 
 
 
ทุกวันนี้เราคุยกับคนอื่นเป็นร้อยเป็นพันผ่านSocial Network
 
แต่เราคุยกับคนจริงๆ น้อยลง โดยเฉพาะกับคนที่บ้าน
 
 
ครอบครัวมันก็เหมือนเชือกที่มัดทุกๆคนเอาไว้ด้วยกัน
 
หากใครออกเดินไป มันก็จากลากทุกๆคนไปด้วยกัน
 
ปัญหาคือ ถ้าคนนึงเดินไปทาง อีกคนไปทาง  แล้วเมื่อไหร่มันจะถึงที่หมาย
 
ผู้นำครอบครัวไม่ใช่ผู้ที่จะลากทุกๆคนไปไหนก็ได้
 
เพราะว่าอย่างน้อย ต้องมีสักคนที่ไม่อยากจะไปทางนั้น
 
 
 
มันจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจะต้องคุยกันให้มากกว่านี้
 
ตอนนี้ครอบครัวของผมยังคงเดินไม่ได้ไปไหนไกล
 
จากวันที่พ่อหลงเชื่ออะไรบางอย่าง ขายบ้าน ขายเครื่องมือทำกิน
 
แล้วก็พาแม่และน้องออกไปจากชีวิตผม
 
เหมือนเชือกที่ดึงผมเอาไว้ขาดออก
 
 
 
แต่สุดท้ายแล้ว ก็ต้องกลับมาจุดเดิม
 
พ่อกลับมาอีกที เกือบสิบปีแล้ว  บ้านของเราก็ยังไม่มีสักที
 
มันทำให้ไม่มีใครสามารถติดต่อทางไปรษณีย์กับผมได้เลย
 
ชีวิตลำบากมาก เวลาจะกรอกที่อยู่ ก็จะตะขิดตะขวงใจ
 
เพราะไอ้ที่่อยู่ที่ใส่ไป เราก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว
 
 
ผมเองก็ไม่รู้ว่าผมจะเป็นผู้นำครอบครัวได้ดีไหม
 
 จะมีบ้านเป็นของตัวเองไหม
 
แต่ที่แน่ๆ ผมคงจะดูแลพ่อแม่ของผมให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
 
คงไม่ปล่อยให้พ่อนอนป่วยอยู่ข้างทางจนกว่าจะมีรถมูลนิธิไปเจอ
 
หรือว่าปัดความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูแม่ไปให้น้องๆ
 
 
ทำได้หรือไม่ มันก็ขึ้นอยู่ว่าเหลือเวลามากแค่ไหน
 
ทั้งเวลาของผม และเวลาของพวกเขา
 
 
 
จากที่เจอพ่อกับแม่แค่สามนาที มันทำให้นึกถึงอะไรมากขนาดนี้เชียว
 
สุดท้ายแล้ว ผมก็ยังมีผู้หญิงที่ผมรักอีกคนนึง ที่ผมจะชวนไปเดินด้วย
 
 
แต่เธอคงจะปฏิเสธไปเสียก่อนที่ผมจะชวนเสียอีกล่ะมั๊ง
 
เพราะว่าเธอเองก็คงอยากใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวของเธอ
 
 
ครอบครัวของเธอ...ที่ไม่มีผมอยู่ด้วย
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

> -<

อืมมมม

เฮ้อออออ


บอกไม่ถูกเลยท่าน

ปัญหาครอบครัวนี่นะ ต้องช่วยกันแหละ

สงสารแม่ท่านแหะ

Recommend

Archives