yayeepoon View my profile

คำนิยม part 1.1

posted on 22 Nov 2010 00:41 by yayeepoon in Untitled

1.0

ชายแก่บนเก้าอี้โยก มืออันแสนเหี่ยวย่นของแกกำลังยื่นไปหยิบกล่องใส่แผ่นดีวีดีที่อยู่บนชั้นตรงหน้า ใช้นิ้วลูบจุดนูนๆบนฝากล่องซักพักก่อนจะวางมันลงที่พื้น แล้วจึงยื่นมือไปหยิบกล่องใหม่ ไม่มีใครรู้เลยว่าตลอดสี่ชั่วโมงที่ผ่านมา แกกำลังหาอะไรอยู่ท่ามกลางดีวีดีนับแสนแผ่นที่อยู่บนชั้นและตู้โชว์ ซึ่งเศษหนึ่งส่วนสี่ของมันถูกรื้อลงมากองเกลื่อนกลาดที่พื้นห้อง

            “ดิงเจอร์ นี่เจ้าจะใจดำขนาดที่จะไม่ช่วยคนแก่ที่ตาบอดผู้นี้หาของบ้างเหรอ ???

”ที่ดิงเจอร์ไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นแมว เพียงแต่ว่าหากดิงเจอร์ที่ชายแก่เรียกหานั้นหมายถึงแมว มันก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว ชายแก่ยังคงหาของที่เขาต้องการต่อไปโดยไม่สนใจว่าจะมีใครตอบคำถามของเขาหรือไม่ อันที่จริงเขารู้อยู่แก่ใจแล้วว่าดิงเจอร์ไม่ได้อยู่ใกล้ๆกับเขา เขาเพียงต้องการจะให้ผู้ที่กำลังจ้องมองเขาอยู่เข้าใจว่า ชายแก่ยังคงคิดว่าตัวเองยังอยู่ห้องตามลำพังกับแมวตัวหนึ่ง ก่อนที่เขาจะหยิบกล่องดีวีดีอีกกล่องหนึ่งขึ้นมา ลูบอักษรเบลล์ไปมาหลายครั้งเพื่อความแน่ใจ รอยยิ้มผุดที่มุมปากราวกับว่าเจอสิ่งที่ตามหาเสียที แต่ทันทีที่เปิดกล่องออกมา รอยยิ้มที่มีค่อยๆเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะแหบๆ พร้อมๆกับความว่างเปล่าภายในกล่อง

            “ดิงเจอร์ ไอ้แมวจอมซน ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่า”

2.0

ผมไม่รู้ว่าผมมาที่นี่ได้อย่างไร แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการปฏิบัติภารกิจนี้ให้เสร็จ เพื่อที่ผมจะได้รับสิทธิ และอำนาจในตำแหน่งที่ผมพึงมีคืนกลับมา ไม่เช่นนั้นผมคงจะต้องโดนไล่ออกจากตำแหน่งที่ได้รับมาอย่างยากเย็นนี้ แน่นอนว่ามีอีกเป็นร้อยเป็นพันที่กำลังรอเสียบอยู่ บางทีตอนนี้ผมอาจจะกำลังจะเดินทางไปดาวอังคาร ถ้าไม่ได้รับการติดต่ออย่างแปลกประหลาดเข้ามาเสียก่อน

            “คืนพรุ่งนี้ จงรีบๆนอนแต่หัวค่ำซะ”

มันเป็นความฝันที่ค่อนข้างแปลก แมวสีเทาตัวหนึ่งกำลังพูดกับผมในขณะที่ฝนกำลังตกลงมา โชคดีที่ผมเผอิญพกร่มมาด้วย มันเป็นร่มสีเงินมีลายเป็นอักขระสีทองของภาษาใดภาษาหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจเขียนไว้  ผมกางร่มขึ้นแล้วออกเดินไปอย่างไร้จุดหมาย เจ้าแมวตัวนั้นวิ่งเข้ามาหลบในร่มพร้อมกับเดินไปพร้อมกับผม ระหว่างทางเราต่างคุยกันอย่างสนิทสนมราวกับรู้จักกันมาเป็นสิบๆปี สุดท้ายเจ้าแมวสีเทาทำท่าเหมือนจำเป็นจะต้องจากลา มันย้ำประโยคเดิมๆกับผมอีกครั้ง บางทีผมอาจจะลืมมันเมื่อตื่นขึ้นมา ถ้ามันไม่เอ่ยก่อนที่จะเดินลับไปว่า  FIRST KEY OF END ‘F’ NEAR

 

มันเป็นการยากที่จะเชื่ออะไรแบบนี้ แต่ผมกลับหลับอย่างง่ายดายเสียเหลือเกินเมื่อราตรีมาเยือน แล้วผมก็กลับมายังสถานที่เดิม กับร่มคันเดิม แต่เจ้าแมวตัวนั้นยังไม่มาเสียที บางทีผมอาจจะหลับเร็วไป หรือว่าจะต้องรอให้ฝนตกก่อนล่ะมั๊ง เมื่อไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรผมจึงหยิบร่มในมือขึ้นมาพิจารณา อักขระสีทองเหล่านี้ช่างน่าดึงดูดให้ผมอยากรู้ความหมายซะจริงๆ จงกางข้าออก และเอ่ยนามของเจ้า จู่ๆ ความคิดนี้ก็แล่นเข้ามาในหัว ราวกับว่าผมสามารถเข้าใจอักขระพวกนี้ขึ้นมาเอง แต่จริงๆแล้วกลับกลายเป็นความคิดของผมเพียงฝ่ายเดียว เพราะเมื่อพยายามอ่านอีกครั้ง ผมเองก็หาได้เข้าใจมันอีกไม่ แต่ก็ไม่วายที่จะกางมันออกเพื่อสำรวจภายในนั้น กลับพบข้อความที่เป็นภาษาที่ผมเข้าใจได้ว่า “ข้าบอกให้เจ้ารีบๆนอนซะ” แล้วฝนก็ตกลงมาอย่าง...บ้าคลั่ง!!!!

2.1

            “รู้มั๊ย...ทำไมมนุษย์ถึงต้องมีความฝัน ผมไม่ได้หมายถึงความฝันแบบที่คุณกำลังฝันอยู่ แต่เป็นความฝันประเภท อยากจะเป็นนั่น อยากจะเป็นนี่ อะไรทำนองนี่อ่ะนะ”      ผมนั่งมองชายผู้สวมแว่นคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามอีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ ด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยคำถามว่า หมอนี่เป็นใคร และกำลังพูดอะไร แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ใส่ใจมันเลยแม้แต่น้อย

            “แล้วคุณล่ะ เคยมีความฝันบ้างไหม อารมณ์แบบที่ดูยิ่งใหญ่ๆ ประมาณว่าจะเป็นฮีโร่ผดุงความยุติธรรม หรือผู้มีพลังพิเศษเหนือธรรมชาติอะไรแบบนี้บ้างไหม???”                  เป็นการถามที่ดูไร้สาระเอาการอยู่ ยิ่งโดยเฉพาะผมที่อยู่ในอารมณ์ไม่รู้เหนือรู้ใต้แบบนี้ ยิ่งทำให้ไม่เห็นความสำคัญที่จะตอบเข้าไปใหญ่

            “ตอนเด็กๆ คุณเกลียดเวลาที่ฝนตกมาก เพราะคุณเคยหลบฝนที่ตกลงมาอย่าง....”บ้าคลั่ง” ไม่ทันจนทำให้หนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งคุณเองได้รับจากชายแปลกหน้าคนหนึ่ง เปียกฝนเสียจนไม่สามารถจะอ่านมันได้ แม้แต่หน้าปกก็ยังชำรุดจนอ่านชื่อหนังสือไม่ออก แล้วคุณก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าหนังสือเล่มนั้นชื่อว่าอะไร แต่คุณรู้ว่ามันสนุกเสียจนทำให้เด็กไม่ชอบอ่านหนังสืออย่างคุณ อยากอ่านมันจนจบ แต่ท้ายสุดคุณก็อ่านมันไม่จบ ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าว มันจึงทำให้คุณเคยนึกที่อยากจะมีพลังที่จะทำให้ตัวคุณไม่เปียกฝนใช่ไหมครับ”

ผมน่าจะลืมมันไปแล้ว ทั้งเรื่องหนังสือนั่น แล้วก็เรื่องความคิดเด็กๆในตอนนั้น ผมยังจำได้ดีว่าผมเสียดายมันมากแค่ไหน ผมออกตามหาหนังสือเล่มนั้นตามร้านหนังสือทั่วทั้งเมือง แต่ก็ไม่พบ จนผมเปลี่ยนใจจะตามหาชายแปลกหน้าคนที่ให้หนังสือเล่มนั้นกับผมแทน ผมก็หาเขาไม่พบอีกเช่นกัน แต่ที่แปลกคือ วันไหนที่ผมตั้งใจออกค้นหาเบาะแสของหนังสือเล่มนั้น วันนั้นผมจะต้องเจอกับฝนตกระหว่างทางกลับบ้านทุกที ซึ่งมักจะทำให้ผมไม่สบาย และถูกที่บ้านดุด่าอยู่เสมอ จนผมเผลอคิดเป็นตุเป็นตะว่าอยากจะมีพลังบงการน้ำฝนที่ตกลงมาไม่ให้เปียกในสิ่งที่ผมต้องการได้ แต่มันก็เป็นความคิดเด็กๆ จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมโดนฝนที่ตกลงมาอย่าง...บ้าคลั่ง ดังเช่นในวันนั้นเล่นงานซะจนไข้ขึ้นสูงจนต้องเข้าโรงพยาบาล มันทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นค่อยๆ หายไป และหลังจากนั้นผมก็ไม่เคยสนใจหนังสืออะไรอีกเลย

1.0

            “เอาล่ะ ข้อหนึ่งคือ ผมเบื่อแล้ว อีกข้อหนึ่งคือ คุณจะต้องตายได้แล้ว”

ร่างๆหนึ่งเดินเหยียบกองดีวีดีเข้ามาด้านหลังเก้าอี้โยก ชายแก่เปิดกล่องเปล่าที่ถืออยู่ก่อนจะวางมันลงกับพื้น อะไรคมๆบางอย่างจ่ออยู่ที่ท้ายทอยของชายแก่       

            “พวกแกเคยฝันกันไหม???”          ชายแก่ถาม แต่ร่างๆนั้นไม่ตอบ

            “ความฝันที่ยิ่งใหญ่มันย่อมพัฒนาไปเป็นจินตนาการที่ยิ่งใหญ่ บรรพบุรุษของเราคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เป็นวลีที่ใครๆก็ต่างชื่นชม แต่ชายผู้นั้นก็มีสิ่งทีจินตนาการผิดพลาดไว้เช่นกัน แต่วลีแห่งความผิดพลาดนั้น ก็ยังคงสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้”

ร่างๆนั้นปล่อยให้ชายแก่พูดต่อไปเรื่อยๆจนจบ ราวกับว่าให้โอกาสในการกล่าวคำสั่งเสียสุดท้ายนี้ แม้ว่าตนเองจะไม่สามารถเข้าใจแล้วซาบซึ้งอะไรเลยก็ตาม

            “ประโยคนั้นเป็นประโยคที่ชายผู้นั้นพูดกับเพื่อนสนิทของเขา”

            “พระเจ้าไม่ทรงทอดลูกเต๋า”

พริบตานั้นลูกเต๋าสามลูกหล่นจากมือชายแก่ลงสู่พื้น พริบตาร่างๆนั้นหันไปสนใจลูกเต๋า ชายแก่ก็ดันเก้าอี้ถอยหลังไปกระแทกร่างๆนั้นจนกระเด็นเซถลา พอหันกลับมาชายแก่ก็ไม่อยู่เสียแล้ว เหลือเพียงแต่หญิงสาวที่ถืออาวุธปืนทั้งสองข้าง ที่จ่อมายังร่างๆนั้น

            “พวกโนเลีย”       หญิงสาวสบถ ร่างตรงหน้าหาได้มีร่างกายเฉกเช่นมนุษย์ไม่ หากแต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่าโนเลีย ที่ศีรษะคล้ายกับฉลามหัวค้อน มือทั้งสองยาวและเรียวคมดุจดาบซามูไร หญิงสาวกระหน่ำยิงอย่างไม่ยั้งมือ

2.0

ผมสะดุ้งที่ได้ยินเสียงฝนกระทบกับร่ม สติสัมปชัญญะกลับมาอีกครั้ง ผมรีบออกเดินไปตามทางทันทีเพราะรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย อีกอย่างเจ้าแมวสีเทามันคงจะไม่มาหาผมแล้ว เพราะว่า...มันตายแล้ว

 

3.0

“มันคงจะไม่แปลกหากได้ยิ่งเรื่องสัตว์ประหลาดหรือสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่น มันยังพอมีความเป็นไปได้อยู่บ้างที่ดาวเคราะห์นับล้านล้านล้านดวง จะมีสักดวงที่มีความเหมาะสมที่จะให้กำเนิดสิ่งที่มีชีวิตต่างๆ เฉกเช่นเดียวกับดาวเคราะห์ดวงที่สี่ในระบบสุริยะจักรวาลอย่างโลกเช่นนี้ แต่ความจริงที่ผมค้นพบนั้น สิ่งมีชีวิตต่างดาวนั้น มีอยู่เกือบทุกๆดาวเคราะห์ และเขาก็ได้เดินทางมายังโลกของเรา เหมือนกับที่เราออกไปสำรวจดาวเคราะห์ต่างๆเช่นกัน แต่ทำไมเราถึงไม่เห็นพวกเขา สัมผัสพวกเขาไม่ได้ นั้นเป็นเพราะความแตกต่างทางด้านมิติ สายพันธุ์สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่บนโลกเรานั้น ใช้มิติเพียงสามมิติในการดำรงอยู่ มีเพียงไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ใช้มิติมากกว่านั้นในการดำรงอยู่ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือสิ่งที่เราเรียกว่าวิญญาณนั้นเอง พวกนั้นถูกเข้าใจผิดมาตลอดว่าเป็นสิ่งที่เกิดจากการเสียชีวิตจากสิ่งที่มีชีวิต ความจริงแล้วพวกนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่ง ซึ่งใช้มิติถึงสามจุดห้ามิติในการดำรงอยู่ ส่วนเหตุผลว่าทำไมถึงมีคนที่สามารถมองเห็นวิญญาณ นั่นเพราะภาวะร่างกายส่วนหนึ่งของเราสามารถดำรงอยู่ในมิติขนาดสามจุดห้ามิติได้ช่วงเวลาหนึ่ง แต่กลับมนุษย์ต่างดาวนั้นดำรงอยู่ในมิติขนาดสี่มิติขึ้นไป นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่เคยเห็นมนุษย์ต่างดาว แต่จะเรียกมนุษย์ต่างดาวก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะมนุษย์ต่างดาวบางเผ่าพันธุ์ก็ลงมาอาศัยอยู่บนโลกนี่พร้อมๆกับสิ่งที่ชีวิตที่เริ่มกำเนิดขึ้นมาบนโลกเช่นกัน”

บทความที่ยังเขียนไม่จบของ ดร.ยูสไตน์ สมาชิกของ องค์กร เอนด์ออฟเนียร์ รุ่นบุกเบิก ก่อนที่จะหายตัวไปอย่างลึกลับ โดยทิ้งความค้างคาใจให้กับคนอ่านไว้ว่า สิ่งที่ท่านเขียนเป็นเพียงนิยายวิทยาศาสตร์ หรือว่า บทความทางวิทยาศาสตร์กันแน่!!!!

Comment

Comment:

Tweet

Recommend

Archives